สำนักประธานศาลฎีกา

นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ ประธานศาลฎีกา เข้าร่วมการประชุมตุลาการอาเซียน–จีน ครั้งที่ 4 (The 4th ASEAN–China Justice Forum) ซึ่งจัดโดยศาลประชาชนสูงสุดแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างวันที่ 9–12 ตุลาคม 2569 ณ เมืองดานัง สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านตุลาการระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนและสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมทั้งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในการพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล โดยในปี พ.ศ. ๒๕๖๙ ยังเป็นปีแห่งการครบรอบ ๕ ปี แห่งการสถาปนาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบรอบด้านระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนและสาธารณรัฐประชาชนจีน

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “การเสริมสร้างความร่วมมือด้านตุลาการในภูมิภาคในบริบทของการบูรณาการระหว่างประเทศและยุคดิจิทัล” มุ่งเน้นการเสริมสร้างและกระชับความร่วมมือด้านตุลาการทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคีระหว่างศาลของประเทศสมาชิกอาเซียนกับศาลประชาชนสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อยกระดับความร่วมมือทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สนับสนุนการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาค และส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้านอาเซียน–จีนให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยมีนายเหงียน ฟาน ควาง ประธานศาลประชาชนสูงสุดแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายจาง จุน ประธานศาลประชาชนสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประธานศาลสูงสุดและผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน เข้าร่วมการประชุม

การประชุมประกอบด้วยการประชุมแบบทวิภาคีระหว่างประเทศสมาชิก การกล่าวถ้อยแถลงของผู้แทนองค์กรตุลาการ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ ตลอดจนแนวปฏิบัติของศาลเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาททางอาญา ข้อพิพาททางแพ่งและพาณิชย์ข้ามพรมแดนในยุคดิจิทัล และการพัฒนาศาลอิเล็กทรอนิกส์ การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการพิจารณาพิพากษาคดี ตลอดจนแนวโน้มในอนาคต

ในการนี้ นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ ประธานศาลฎีกา ได้ร่วมกล่าวถ้อยแถลงแบ่งปันประสบการณ์ของศาลยุติธรรมไทยในการพัฒนาศาลอิเล็กทรอกนิกส์ และการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งทิศทางของศาลยุติธรรมไทยต่อไปในอนาคต โดยกล่าวถึงพัฒนาการของศาลยุติธรรมไทยที่กำลังเรียนรู้และก้าวไปข้างหน้าอย่างรอบคอบ พร้อมเน้นย้ำว่าเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความยุติธรรม แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการทำให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็ว และทั่วถึงยิ่งขึ้น

ประธานศาลฎีกาได้แบ่งพัฒนาการของศาลยุติธรรมไทยออกเป็น 3 ช่วงสำคัญ ได้แก่ ช่วงแรก (พ.ศ. 2425–2560) เป็นยุคที่การดำเนินคดีเป็นไปในรูปแบบทางกายภาพเป็นหลัก กล่าวคือ สำนวนคดีเป็นกระดาษ ผู้ยื่นคำฟ้องคำร้องต่าง ๆ ต้องเดินทางมาศาล และผู้เกี่ยวข้องต้องมาปรากฏตัวต่อหน้าศาลในการพิจารณาคดี ต่อมาในช่วงที่สอง (พ.ศ. 2560–2570) เป็นยุคแห่งการวางโครงสร้างพื้นฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ระบบ e-Filing, E-CMS, CIMS และการนำเทคโนโลยีการประชุมทางไกลผ่านจอภาพมาใช้สนับสนุนการพิจารณาคดี ซึ่งปัจจุบันช่วยให้คดีแพ่งกว่าร้อยละ 83 (ประมาณ 830,000 คดี จาก 1 ล้านคดีต่อปี) สามารถยื่นฟ้องผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายของประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ และช่วงที่สาม (ตั้งแต่ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป) จะเป็นการก้าวสู่การเป็น “ศาลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล” (Data-driven Court) ควบคู่กับความมั่นคงปลอดภัย นำข้อมูลมาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงาน ส่งเสริม Open Data เพื่อความโปร่งใส และนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยนำทางประชาชนในการเข้าถึงสิทธิตามกฎหมายและกระบวนการศาลด้วยตนเอง

นอกจากนี้ ประธานศาลฎีกายังเน้นย้ำด้วยว่า แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน แต่หัวใจสำคัญขององค์กรตุลาการ อันได้แก่ ความเป็นอิสระและเป็นกลางของศาล ความเป็นธรรมและความเสมอภาคในกระบวนพิจารณา การคุ้มครองสิทธิของประชาชน และการวินิจฉัยคดีตามกฎหมายและหลักนิติธรรม จะต้องไม่เปลี่ยนแปลง และศาลยุติธรรมไทยพร้อมที่จะเรียนรู้และแบ่งปันร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนและสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาระบบยุติธรรมที่ตอบสนองต่อบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อันจะเป็นประโยชน์ในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนและสังคมต่อไป
“... เป้าหมายของเราในทศวรรษข้างหน้า จึงไม่ควรเป็นเพียงการสร้างศาลที่มีเทคโนโลยีมากขึ้น แต่คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างศาลที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะเดียวกันยังคงรักษาคุณค่าพื้นฐานของความยุติธรรมไว้อย่างมั่นคง ...”
ภายหลังการกล่าวถ้อยแถลง ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาและมีฉันทามติรับรองแถลงการณ์ร่วม เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการส่งเสริมและยกระดับความร่วมมือระหว่างองค์กรตุลาการของประเทศที่เข้าร่วมการประชุมให้มีความใกล้ชิด แน่นแฟ้น และเกิดผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

ในช่วงค่ำ ศาลประชาชนสูงสุดแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม ได้จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ (Gala Dinner) เพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานศาลสูงสุด หัวหน้าคณะผู้แทน และผู้เข้าร่วมการประชุมจากประเทศต่าง ๆ และในวันต่อมาเมืองดานังได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอำลา (Farewell Dinner) ในช่วงค่ำ เพื่อส่งท้ายการประชุมครั้งนี้




